High-definition (HD)

posted on 16 Jul 2010 00:28 by clockrun

 

วันนี้ขอวิชาการนิดนึงครับ... เอ่อ จริงๆก็ไม่นิดหรอกนะครับ

(จริงๆเรื่อง HD นี้ก็ไม่ได้ใหม่้อะไรมากมาย...แต่ว่ามันก็ยังไม่ได้เก่าขนาดเก็บเข้ากรุโบราณฝังโลงซะทีเดียวครับ)

 

คิดว่า เพื่อนพี่น้องหลายท่านคงงงๆกับพวกศัพท์ของ High-definition (HD) พอสมควร

เผอิญวันก่อน ผมได้มีโอกาสไปฟังการสาธิตอะไรนิดหน่อย แล้วก็กลับมานั่งค้นข้อมูลต่อ

 

ก็คิดว่าคงจะมีประโยชน์บ้าง สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องจอ Monitor และจอ TV ต่างๆ

แล้วมันก็สามารถปรับใช้กับการเลือกจอซื้อของพวกนี้ได้ด้วยครับ

(จะพยายามอธิบายง่ายๆ ไม่ลงลึกมาก.. เอาแบบสบายๆ เข้าใจง่ายๆครับ)

 

ปกติพอพูดถึง High-definition เราัมักจะนึกถึงจอ TV หรือ จอ Monitor ก่อน

ผมจึงขออิงระบบภาพของ TV เป็นหลักนะครับ



High-definition TV (HDTV)

 

เอาล่ะ มาดูรูปนี้กันครับ ^ ^

 

 

 

 

รูปนี้แสดงขนาดความละเอียดของภาพ (Display resolution) 

ที่แสดงผ่านจอต่างๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในหน่วย Pixels (หรือเรียกว่า picture element)

 

พอพูดถึง Pixels แล้ว ค่าที่เกี่ยวข้องที่ใกล้เคียงกัน ก็คือค่า PPI

 

ตรงนี้สำหรับท่านที่งงกับหน่วย PPI, DPI, LPI และ SPI ว่ามันต่างกันอย่างไร

ผมจะอธิบายรวบรัดทีเดียวไปเลย ตามที่ผมเข้าใจนะครับ

 

 PPI (Pixels per inch) : จำนวน Pixels ที่แสดงในความกว้าง 1 นิ้ว

ปกติงานถ่ายภาพทั่วไป รูปมักจะปรับไว้ที่ 300 PPI ครับ เพราะตอน Print ออกมาจะได้ละเอียดๆ

 

DPI (Dots per inch) : จำนวนจุดในความกว้าง 1 นิ้ว มักใช้กับงานพิมพ์เป็นหลัก

 

ยกตัวอย่าง เช่น Inkjet Printer แบบหมึก 300 DPI ก็ึคือจำนวนของหยดของหมึก-

ในความกว้าง 1 นี้ว มีทั้งหมด 300 จุดนั่นเอง..

 

หมายความว่า ยิ่งเลข DPI มาก ภาพยิ่งสวยยิ่งชัด..และยิ่งเปลืองหมึกครับ เหอๆๆ

(คุณนุแก้ให้แล้วนะครับ....DPI ที่มากขึ้น ไม่ได้ทำให้เปลืองหมึกขึ้น แต่จุดจะเล็กลง ทำให้ละเอียดขึ้น)

 (Inkjet Printer อยู่ที่ราวๆ 300 - 600 DPI

laser printer อยู่ที่ราวๆ 600 - 1800 DPI)


LPI (Lines per inch) : จำนวนเส้นที่แสดงในความกว้าง 1 นิ้่ว ใช้กับงานพิมพ์เหมือนกัน

แต่จะนิยมใช้กับการพิมพ์แบบ  halftone  screen แบบพวกหนังสือพิมพ์ครับ แล้วก็จะใช้กับพวก

graphics tablet ครับ

 

SPI (Samples per inch) : ตัวอย่างที่แสดงในความกว้าง 1 นิ้ว  ใช้กับพวก Scanner ครับ

ปกติอยู่ที่ 100 - 2400 SPI บางทีถ้า่ Scanner รุ่นสูงๆ แพงๆ ก็จะปาไป 4800 SPI หรือมากกว่านั้น

 

ทีนี้ เจ้าหน้า่จอเนี่ย มันก็มี Pixels เริ่มตั้งแต่ต่ำสุด

CGA (Color Graphics Adapter) ขนาดความละเอียด 320 x 200 Pixels

ไปจนถึง QSXGA(Quad Super eXtended Graphics Array) 2560×2048 Pixels

 

- คุณภาพระดับ High-definition 

เรานับ Display resolution ตั้งแต่เท่าไหร่?

 

ถ้าเอาตามที่ wiki บอกนั้น... HD Display resolution ในปัจจุบัน

เริ่มนับตั้งแต่พื้นที่ขนาดรวม 1 ล้าน Pixels ขึ้นไป

 

แต่เอาเข้าจริงๆ ดูเหมือนจะเริ่มนับตั้งแต่ 786,432 Pixels ขึ้นไปครับ

(1024×768 = 786,432 Pixels ของโค้ด XGA (Extended Graphics Array))

 

แต่ถ้าีระบุเป็นโทรทัศน์ความละเอียดสูง หรือ HDTV ไปเลย

จอ Plasma HDTV จะเริ่มนับตั้งแต่ 1366 × 768 Pixels

ส่วนของ LCD HDTV จะเริ่มที่ 1280×720 Pixels

ซึ่งทั้งสองตัวนี้จะมีอัตราส่วน ควา่มกว้าง : ความสูง   อยู่ที่ 16 : 9

(ศัพท์ที่ใช้เรียกอัตราส่วน คือ Aspect ratio)


ซึ่งจะมีโค้ดคือ WXGA หรือที่เีีรียกว่า Wide XGA ขึ้นไป

(Wide eXtended Graphics Array) 

 

ส่วนถ้าเป็น WXGA ของจอมอนิเตอร์ จะมีขนาด

- 1280 × 720 pixels (Aspect ratio 16:9)

- 1280 × 768 pixels (Aspect ratio15:9 (5:3))

- 1280×800 pixels (Aspect ratio 16:10)

 

ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงโค้ด WXGA ของจอ Monitor เนี่ย...

คนจะชินกับขนาด 1280×800 pixels (Aspect ratio 16:10)

พบเห็นได้ทั่วไป ใน Laptop ขนาด 14 - 15 นิ้วครับ

 

-  HDTV ไม่มีอัตราส่วนแบบ 4 : 3 เหรอ?

 

เท่าที่ค้นข้อมูลมา ถ้าไม่ใช่อัตราส่วน 16 : 9

เขาก็ไม่นับเป็น  HDTV แล้วครับ

 

แต่ถ้าจะนิยามกันเอง โดยเทียบกับค่า  HD Display resolution เฉยๆ

ก็เอาเป็นว่า เราเริ่มนับ TV ที่เป็น High-definition

ที่มีขนาดรวมของ Display resolution ตั้งแต่ 1 ล้าน Pixels ขึ้นไป

 

หรือถ้าจะนิยามมาตรฐานเดียวกับจอ Monitor ของคอม

ก็เอา่ตั้งแต่โค้ด XGA(Extended Graphics Array)

ทีมีขนาด Display resolution 1024×768 = 786,432 Pixels ขึ้นไป

 

-  Widescreen

 

ตาคนเรา สามารถรับภาพได้ถึง 180 องศา

Widescreen จึงสร้างมาเพื่อให้เรารับภาพได้เต็มอิ่มมากขึ้น และรับอรรถรสได้มากขึ้น

 

Widescreen คือ อัตราส่วนระหว่างความกว้าง :ความสูง

ที่มีค่ามากกว่าค่าของ Academy ratio = 1.37 : 1  (เอาแป๊ะๆก็ 1.375 : 1)

 

ค่านี้มาจากอัตราส่วนของขนาดฟิล์ม 35 mm ที่ใช้ในระบบ 4-perf pulldown

ในพวกเครื่องฉายต่างๆในยุึคนั้น (ผมเข้าใจว่า ฉายออกมาแล้วมันได้อัตราส่วนขนาดนี้พอดี)

 

 Academy of Motion Picture Arts and Sciences

กำหนดให้ 1.37 : 1 เป็นค่ามาตรฐานอัตราส่วนของฟิล์ม ในปี ค.ศ.1932

 

ย้อนไปในปี ค.ศ.1892 นั้น ฟิล์ม 35 mm ยังคงใช้เป็นหนังเงียบอยู่ อัตราส่วนจึงยังเป็น 1.37 : 1

จนมาถึงปี ค.ศ.1920 ระบบ Soundtrack ได้ถูกผลิตลงในฟิล์ม ทำให้แบ่งพื้นที่บนฟิล์มไปส่วนหนึ่ง

 

จากที่เคยฉายภาพได้เต็มอัตราส่วน 1.37 : 1 ภาพจึงถูกบีบให้สูงขึ้น อัตราส่วนเหลือ 1.33 : 1

พื้นที่ภาพในฟิล์มที่ถูกบีบ ก็ถูกแทนด้วยพื้นที่  Soundtrack นั่นเอง

 

 

จะเห็นว่าด้านซ้ายของภาพ พื้นที่ของ Soundtrack ได้แทรกลงไปในฟิล์มแล้ว

 

พวกทีวีต่างๆในสมัยนั้น ที่ยังไม่มีแบบ Widescreen 

จึงสร้างสนองอัตราส่วน 1.33 : 1 หรือคือค่่า Aspect ratio = 4 : 3 นั่นเองครับ

- widescreen แบบ 16 : 9 มายังไง?

 

อัตราส่วนที่ทำให้เกิดความกว้างมากขึ้นเวลาฉาย

เริ่มในยุคฟิล์ม 35 mm ตอนแรกหนังแบบ Widescreen นั้น มีขนาด 1.66 : 1 

ซึ่งเท่ากับ 8 : 5 หรือที่เราคุ้นกันแบบ 16 : 10

 

ส่วนเจ้า 16 : 9  มีอัตราส่วนเท่ากับ 1.78 : 1

 

16 : 9 นั้น หากดูเผินๆ อาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า 4 : 3

แต่ว่า จริงๆแล้วมันคือ 4 : 3 X 4 : 3 = 4 x 4 : 3 x 3 = 16 : 9 !!!

 

เนื่องจากเจ้า 16 : 9 นั้น ง่ายต่อการเอาไปแปลงเป็น 4 : 3

เพราะแค่เอา 4 หารความกว้าง กับเอา 3 หารความสูง

ก็จะได้อัตรา